ฟอกเงินที่หมู่เกาะเวอร์จินไอส์แลนด์
ไม่เพียงเท่านั้น ข้อสงสัยประการสำคัญ ที่มีต่อ นายสนธิ กับหมู่เกาะในสหรัฐอเมริกาที่ขึ้นชื่อ ในประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นหมู่เกาะของนักฟอกเงินนั่นคือ หมู่เกาะ The British Virgin Island
มีหลายฝ่ายต่างแฉข้อมูลของ นายสนธิ จนกลายเป็นข้อกล่าวหา ที่สาธารณชนจะต้องนำมาเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาด้วยเช่นกัน ประเด็นกล่าวหา นายสนธิ มีอยู่ว่า ไปจดทะเบียนบริษัท Manager International Holding Company Limited ที่หมู่เกาะ The British Virgin Island นี้ด้วยเงินเพียงแค่ 1,000 เหรียญสหรัฐ แต่กลับนำมาขายให้ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ซึ่งเป็นของผู้ถือหุ้นทุกคน ด้วยเงินถึง 7,228,000 เหรียญสหรัฐ
ประเด็นก็คือส่วนต่าง 200 ล้านบาทนี้ หายไปอยู่กระเป๋าใครนอกจากนั้น เงินที่บริษัทเมเนเจอร์ให้บริษัทนี้ยืมไปอีก 700 ล้านบาท หายไปไหนข้อสงสัยจนกลายเป็นข้อกล่าวหาต่อมา คือทำไมมีการเปิด บริษัทส่วนตัว ที่ชื่อ เวิลด์ไวด์ มีเดีย ซึ่ง ก็ตั้งอยู่บนถนนพระอาทิตย์ เพื่อรับเงินค่าโฆษณาแทนบริษัทมหาชน และทำไมบริษัทนี้ ไม่ยอมจ่ายเงินคืนให้ บริษัทซึ่ง เป็นของมหาชน ทั้งที่รับเงินมา 2-3 ปี แล้ว
ข้อกล่าวหาอีกประเด็นหนึ่งคือ เหตุใด บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ถึงยังให้ บริษัทนี้หาโฆษณาและรับเงินแทนอยู่ ทั้งที่ก็รู้ว่า บริษัทนี้ ยังไม่โอนเงินเข้า บริษัท เมเนเจอร์ฯ มาเป็นปีแล้ว เงิน ๗๐๐ ล้านหายไปไหน
นอกจากนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่า ทำไมบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย ถึงนับยอดรายได้โฆษณาที่น่าจะได้จาก บริษัท เวิลด์ไวด์ มีเดีย เป็นหนี้ที่สงสัยจะสูญในทันที จนมีผลทำให้ผลประกอบการรวมของบริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย ซึ่งควรจะเป็นกำไร กลายเป็นขาดทุน จนเป็นที่มาของข้อสงสัยกรณี ผู้ตรวจสอบบัญชีที่ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดียจ้างเอง ไม่ยอมเซ็นรับรอง บริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย หลายไตรมาสติดต่อกัน
เจิมศักดิ์แฉลดหนี้จาก ๒๐,๐๐๐ ล้านเหลือ ๖,๐๐๐ ล้าน
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อสงสัยตลอดมา คือ ประเด็นหลังจากที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และกลุ่มเนชั่นออกมาปูดข่าวว่า
รัฐบาล ทักษิณ ช่วยลดหนี้ของกลุ่มผู้จัดการ จาก 20,000 ล้านบาท เหลือแค่ 6,000 ล้านบาท ในปี 2545 แล้วนายสนธิ และ กลุ่มผู้จัดการ ได้รับการลดหนี้จากสถาบันการเงินของรัฐอีกกี่ครั้ง
ต่อมานายสนธิ ออกมาปฏิเสธว่า กลุ่มผู้จัดการมีหนี้อยู่ในขณะนั้น 8,000 กว่าล้านบาท ไม่ใช่ 20,000 ล้านบาทตามที่นายเจิมศักดิ์กล่าวหาในยุคหนึ่ง ขณะที่นายวิโรจน์ นวลแข ทำงานที่ธนาคารกรุงไทยมีข้อกล่าวหาว่า ทำไม นายสนธิ ถึงได้รับการลดหนี้ที่เคยลดมาแล้วอีกจาก 1,421.73 ล้านบาท เหลือเพียงแค่ 259 ล้าน บาท และทำไม ธนาคารกรุงไทย ถึงขนาดยอมให้ นายสนธิ ไม่ต้องจ่ายคืนเป็นเงินสด โดยยอมกระทั่งให้ใช้ คืนเป็นค่าโฆษณา ราคาแพง จนเราได้เห็น โฆษณาชุดผู้ใหญ่ลี ที่มีค่าแอร์ไทม์ครั้งละ หลายแสนบาทอย่างถี่ยิบ จนเป็นคำถามว่า ธนาคารของรัฐ อย่างธนาคารกรุงไทยมีความจำเป็นต้อง โฆษณา ตัวเองกับสื่อของ นายสนธิ แค่ที่เดียว เป็นร้อย ๆ ล้านบาทเลยหรือ
(จากข้อมูลที่กลุ่มผู้จัดการทำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2547 ดูข้อมูลได้ที่ตลาดหลักทรัพย์)
ปลุกระดมมวลชนเพื่อแก้วิกฤตการเงินของตัวเอง
ด้วยข้อสงสัยและข้อ กล่าวหาหลายประการ จึงนำมาสู่ประเด็นที่ว่า การที่ นายสนธิ ออกมาปลุกระดมมวลชนอย่างเอาเป็นเอาตาย สาเหตุเบื้องต้น เกิดจากกลุ่มผู้จัดการกำลังเกิดวิกฤติทางการเงิน ซึ่งถ้าไม่ได้อำนาจรัฐหรือกลุ่มทุนเข้าช่วยเหลือ อาจถึงขั้นปิดตัวเองเลย ใช่หรือไม่
และอะไรที่ทำให้นายสนธิ อุทานว่า ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊งประเด็นที่เป็นเงื่อนตาย ที่ยากจะปลดล็อก คือ กรณีคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกกฎมานานแล้วว่า จะถอดถอนบริษัท ซึ่งอยู่ในหมวดฟื้นฟูของตลาดหลักทรัพย์ และมีหุ้นส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบออกจากตลาดหลักทรัพย์ ภายในเดือน มีนาคม 2549 รวมถึงประเด็น ศาลล้มละลายกลาง ได้ยินยอมขยายเวลาแผนฟื้นฟู ของ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย ออกไปจากเดิมสิ้นสุด วันที่ 26 กรกฏาคม 2548 กลายเป็นสิ้นสุดวันที่ 3 สิงหาคม 2549 เพื่อให้บริษํท เมเนเจอร์ มีเดีย หาผู้ร่วมทุนใหม่มูลค่า 350 ล้าน บาทให้ได้ทันตามกำหนด
ถ้ากลุ่ม ผู้จัดการหาเงินเพิ่มทุน 350 ล้าน บาท ไม่ได้ภายในเดือน มีนาคม หรือไม่มี อินไซเดอร์ ใน ก.ล.ต.ให้เปลี่ยนแปลงหรือผ่อนผันกฎ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย มีสิทธิจะโดนถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ถ้ายังไม่ได้เงินก่อนเดือนสิงหาคม และศาลไม่ยินยอม ให้ขยายเวลาแผนฟื้นฟูบริษัทอีก บริษัท เมเนเจอร์ ก็อาจจะต้องปิดตัวเองลงภายในปีนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า “ตายเป็นตาย” ของนายสนธิ
หมายเหตุ :ยอดหนี้สินที่พอรวบรวมได้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหนี้ 6,687 ล้านบาท, กู้เงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกว่า 300 ล้านบาท กู้ธนาคารกรุงไทย 495,080,556.13 ล้านบาท กู้ธนาคารกสิกรไทย 30,791,780.82 ล้านบาทกู้ธนาคารเอเซีย 741,728,446.00 ล้านบาท กู้ธนาคารกรุงไทย 900,978,279.31 ล้านบาท กู้ธนาคารไทยธนาคาร 431,419,178.07 ล้านบาท กู้ธนาคารดีเอสบี (ไทยทนุ) 64,621,463.90 ล้านบาท กู้กฟผ. 63 ล้านบาท